ความเป็นมาระหว่างผมกับกระต่าย
4 ขา 2 หูยาวๆที่มีตากลมโตนั้น ผมเริ่มรู้จักสัตว์เลี้ยงตัวนี้ตั้งแต่ตอนเด็ก
เพราะผมเห็นว่ากระต่ายมันน่ารักดี และที่รู้จักกันในสมัยนั้นก็คือกระต่ายพันธุ์พื้นเมืองที่มี
หูยาว สีขาว ตาแดง ตัวโต ผมชอบมากและพอดีกับแถวบ้านผมมีงานวัด
ซึ่งมีร้านกระต่ายมาขายอยู่ด้วย ผมขอให้แม่ซื้อ แต่แม่ไม่ยอมซื้อให้
ผมก็เลยเก็บหญ้าขนและก็ไปช่วยขาย เจ้าของร้านก็บอกว่าจะให้กระต่ายผม
1 คู่ ให้เก็บหญ้ามาให้เขาทุกวัน พอวันสุดท้าย ผมก็ได้กระต่ายมา
1 คู่ ผมดีใจมาก เพราะว่าเป็นกระต่ายคู่แรก ที่ผมเลี้ยง ผมก็ให้พอทำกรงให้
ต่อมากระต่ายไม่สบาย ด้วยความที่ผมเป็นเด็ก ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับกระต่ายผมก็เลยปล่อยให้มันตายไป
ต่อมาปี 2434 มีงานที่องค์พระปฐมเจดีย์ มีร้านกระต่ายมาขาย ผมก็ไปซื้อมา
แล้วเอาเข้าไปนอนด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่ากระต่ายสมบูรณ์ดีหรือเปล่า
มันก็เลยตาย ด้วยความที่ผมอยากได้กระต่ายมาก ก็เลยมีความคิด
ที่ไม่ดีซักหน่อย คือ คิดที่จะขโมยเงินทางบ้าน เพื่อจะเอาไปซื้อ
กระต่ายตัวใหม่ พอได้เงินแล้ว พอตอนเช้าผมก็นั่งรถไปนครปฐม โดยใส่ชุดนักเรียน
ออกไปจากบ้าน แต่ไม่ได้ไปโรงเรียน ผมไปถึงงานองค์พระตั้งแต่เช้า
แต่ร้านก็ยังไม่เปิดผมก็นั่งรอ พอร้านเปิดเจ้าของร้านเห็นผมก็ตกใจ
ว่าเด็กที่ไหนมานั่งรอแต่เช้า ผมซื้อไป 6 ตัวโดยได้โกหกทางบ้านว่า
เพื่อนมีลูกกระต่ายคอกหนึ่งจะยกให้ ด้วยยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน
ยังกลับบ้านไม่ได้ ผมอยู่ช่วยขายจนถึงเวลาเลิกเรียน พอดีกับแม่ผม
ดูกระเป๋าเงิน ก็รู้ว่าเงินหาย และคิดว่าผมต้องเอามาซื้อกระต่ายแน่
แม่ก็เหมารถมารับผมที่นครปฐม และก็มาเจอผมที่ร้านกระต่าย แม่พาผมกลับบ้าน
ถึงบ้านประมาณ 4 โมงเย็น เห็นพ่อยืนรออยู่ผมก็ถามแม่ว่า งานนี้ผมจะเป็นยังไง
แม่บอกว่างานนี้ผมโดนตีตายแน่ ผมก็กลัว เพราะสมัยก่อน พ่อเป็นคนตีเจ็บมาก
ก็เลยมีความคิดว่าถ้าโดนตีตาย ไหนๆก็ต้องตายก็เลยกินยาฆ่าตัวตาย
พอดีน้องสาวผมมาเห็นก็เลยส่งโรงพยาบาลทัน พ่อพาผมไปล้างท้อง
สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ผมขอเตือนน้องๆว่าอย่าคิดทำ เพราะการกินยาฆ่าตัวตายนั้น
หากคิดจะกินแล้วไม่ตายมันทรมาน และก็เดือดร้อนคนรอบข้างด้วย
หลังจากนั้นผมก็เลี้ยงกระต่ายเรื่อยมาจนถึงปี
2539 ผมก็เริ่มรู้จักกระต่ายมากขึ้น และเริ่มเข้ามาเป็นลูกจ้างขายต้นไม้ของลูกพี่ลูกน้อง
ในปีนั้น มีการนำเข้า กระต่ายสายพันธุ์มากขึ้น สมัยนั้นบ้านเรามีแต่กระต่ายพื้นเมือง
สีดำ สีขาว สีน้ำตาล สีเทา สีกระรอก พันธุ์ที่นำเข้าช่วงนั้น
คือ พันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์ (สีขาวตาแดง) ซึ่งตอนที่ผมคิดจะเริ่มขายก็คือพันธุ์อิงลิชสปอต
สีขาว-ดำ, ขาว-เทา, ขาว-น้ำตาล กำลังเป็นที่นิยมกันมากในบ้านเราปีนั้น
ในช่วงนั้น ผมก็เริ่ม ตระเวนหาสายพันธุ์กระต่าย ก็ไปเจอฟาร์มรัตนโกสินทร์
ที่ราชบุรี และตอนนี้ ก็ได้เลิกไปแล้ว ผมก็เริ่มคิดที่จะทำกระต่ายอย่างจริงจัง
แต่ผมก็ยังขาดผู้รู้ แนะนำ และยังขาดประสบการณ์อีก ตอนนั้นผมซื้อกระต่าย
เพื่อจะเอาไปขาย จำนวน 200 ตัว และนำไปขังไว้อย่างแออัดมากให้หญ้าให้ผักบุ้งกิน
ทำให้ท้องเสียตายไปร่วม 80 ตัว และขนย้ายในตอนเที่ยง ซึ่งอากาศค่อนข้างร้อน
มาก ทำให้กระต่ายตายไปอีก ซึ่งการขนย้ายที่ดีนั้นควรจะเป็นตอนเย็น
เพราะอากาศจะเย็นเหมาะกับการขนย้าย งานที่ผมได้ไปเริ่มขาย เป็นงานแรก
คืองานองค์พระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม เมื่อผมเดินทางถึงร้าน
นำของลงจัดร้านเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปในตลาดขอเศษผัก ที่เขาเด็ดทิ้งจาก
แม่ค้า มาล้างและให้กระต่ายกินแต่ผมล้างไม่สะอาด ทำให้กระต่ายตายไป
อีกหลายตัว ผมเหลือกระต่ายอยู่เพียง 80 ตัวซึ่งตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ผมคิดจะทำอย่างเต็มที่ เอาใจใส่ และสนใจหารายละเอียดมากขึ้น
เพราะในช่วงนั้นงานเทศกาลต่างๆค่อนข้างเยอะ และกระต่าย ก็เป็นสัตว์ที่น่าสนใจมาก
แต่คนจะรู้จักในเรื่องของสายพันธุ์กระต่ายน้อย อีกทั้งคู่แข่งก็ยังมีน้อย
ประกอบกับมีผู้มาเสนอรับซื้อลูกกระต่ายในราคาตัวละ 500 บาท ผมก็หาซื้อพ่อ-แม่พันธุ์มาจำนวน
25 ตัว ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้จักตลาดดีพอ และยังไม่มีความสามารถที่จะขายกระต่ายของตัวเอง
อีกทั้งยังไม่ใช่ สายพันธุ์แท้ ซึ่งทำให้เจอกับปัญหามากและต้องขายในราคาถูก
ทำให้ผมมีความคิดที่จะเลี้ยงกระต่ายสายพันธุ์ที่แปลกและหายาก
เมื่อเข้าปีที่ 2 ผมก็ได้นำพันธุ์เล็กซ์ (กำมะหยี่) เข้ามาเลี้ยงและขยายพันธุ์
โดยที่ผมจะซื้อต่อมาอีกที่จากผู้นำเข้าโดยตรง และมาพัฒนาสายพันธุ์ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศบ้านเราได้
(ซึ่งการนำเข้าสมัยก่อน จะนำเข้ามาทางเรือ) จากแม่กระต่าย 25
ตัว มาปัจจุบันผมมีกระต่ายกว่า 400 ตัว ซึ่งบ่งออกตามหลักสายพันธุ์
ก็จะมีอยู่ 5 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ 1. กำมะหยี่ (เล็กซ์) 2.
เท็ดดี้แบร์ คือพันธุ์ขนยาวตัวใหญ่ 3. วู๊ดดี้ทอย หรือพันธุ์ผสมเจอซี่วู๊ดดี้
คือพันธุ์ขนยาวตัวเล็ก 4.เนเธอแลนด์ดวาฟ กับ โปลิช คือพันธุ์แคระขนสั้นตัวเล็ก
5.ล็อป พันธุ์หูตก แบ่งออกเป็น ล็อปขนยาวหูตก, ล็อปขนสั้นตัวใหญ่หูตก,
ดวาฟฮอลแลนด์ล็อปตัวเล็กที่สุด และ ล็อปขนาดกลาง ก็จะแยกพันธุ์ล็อปออกมาได้
4 สายพันธุ์ และสามารถแยกออกเป็นกลุ่มได้อีก ลักษณะของแต่ละสายพันธุ์
พันธุ์แรกคือ
1.
กำมะหยี่ ของแท้ต้องขนหยิกมีความหนาแน่นเป็นมันเงา หูใหญ่ยาว
จมูกโต ตาโต ตัวโต หัวกะโหลกใหญ่ ที่บ้านผมจะเป็นของแท้ น้ำหนักตัวโตเต็มที่
3.5 กิโล (ในไซส์เล็ดขนต้องแน่นหน้าใหญ่) การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก
6-8 ตัว
2. สายพันธุ์ขนยาว แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
เจอร์ซี่วูดดี้ เป็นกระต่ายนำเข้าสายพันธุ์เก่า ลักษณะขนค่อนข้างจะน้อย
ขนหลังจะเป็นแอ่ง มีขนยาวบริเวณด้านข้าง (ไม่ค่อยหนาแน่น) ขนหูจะน้อยขนหน้าจะมีพอสมควร
มีหลากสี สายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวโตเต็มที่ 2.5 กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้
4-5 ตัว
เท็ดดี้แบร์ พันธุ์ขนยาวสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันนี้
ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เราพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเองจากสายพันธุ์นำเข้าคือ
เจอร์ซี่วู๊ดดี้กับแองโกล่า ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ ลักษณะตัวหน้าจะกลม
ขนจะมากกว่าเหมือนแองโกล่า แต่ขนาดตัวจะเล็กกว่าขนหนาแน่น มีน้ำหนักตัวโตเต็มที่
1.8 กิโล ถ้ามองภายนอกตัวค่อนข้างจะใหญ่ แต่ที่จริงแล้วขนค่อนข้างจะเยอะ
การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก 2-4 ตัว
วู๊ดดี้ทอย พันธุ์ขนยาว สายพันธุ์ใหม่ตัวเล็ก หน้าตาจะคล้ายกับเจอร์ซี่วู๊ดดี้
น้ำหนักตัวโตเต็มที่ 1.2 กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก 2-4
ตัว
3. สายพันธุ์แคระ ขนสั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
โปลิช พันธุ์ขนสั้นตัวเล็ก ลักษณะหูเมื่อโตเต็มที่จะยาว
2 นิ้ว หน้าสั้น ตาโต มีขนบริเวณลำคอ น้ำหนักตัวโตเต็มที่ 1.2
กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก 2-3 ตัว
เนเธอแลนด์ดวาฟ พันธุ์ขนสั้นตัวเล็ก ลักษณะ ตาโต หูสั้น
ขนสั้นหนาแน่น ไม่มีขนบริเวณแผงคอ น้ำหนักตัวโตเต็มที่ 0.8-1.2
กิโล สายพันธุ์นี้ให้ลูกต่อคอก 2-3 ตัว
4. สายพันธุ์ล็อปหูตก แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
ดวาฟฮอลแลนด์ล็อป (ล็อปตัวเล็กที่สุด) มาจากฮอลแลนด์
สีพื้นโทน หน้าจะสั้น ขนสั้น หูสั้น ใบหูกลมโต หูจะตกสนิทอายุ
1-1.5 เดือน น้ำหนักตัวโตเต็มที่ 1.5 กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก
2-4 ตัว
มินิล็อป ลักษณะหน้าจะแหลมกว่าฮอลแลนด์ล็อปนิดหนึ่ง
หูจะยาวกว่า หูจะตกสนิทอายุ 1-1.5 เดือน น้ำหนักตัวโตเต็มที่
1.5 กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก 2-4 ตัว
ฟัซซี่ล็อป ลักษณะหัวจะต้องสูงกว่าลำตัวเวลาที่เขายืน
ลักษณะสีส่วนมากสีขาวน้อยกว่าสีดำ 70% น้ำหนักตัวโตเต็มที่ 3.5
กิโล การให้ลูกสายพันธุ์นี้ต่อคอก 4-6 ตัว สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ใหม่เพิ่งนำเข้ายังไม่มีลูก
ลักษณะที่แตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ที่สังเกตได้ของสายพันธุ์ล็อป
ถ้าเป็นพันธุ์ใหญ่หูจะตกสนิท อายุ 1-2 เดือน พันธุ์เล็กหูจะตก
อายุ 1-1.5 เดือน ซึ่งลักษณะของแต่ละสายพันธุ์ก็จะแตกต่างกันออกไปอย่างเช่น
พันธุ์แคระ ลักษณะตัวจะเล็กตากลมโต หูจะสั้นมีนิสัยค่อนข้างร่าเริง,
พันธุ์ขนยาวในขนาดเล็ก ขนจะต้องหนาแน่น เท็ดดี้แบร์ขนหูจะต้องเยอะ,
ทอยขนต้องหนาแน่น ตัวต้องเล็ก ตาโต หูสั้น ที่กล่าวมานี้คือลักษณะของสายพันธุ์แท้
และนี่ก็คือกลุ่มสายพันธุ์ที่มีอยู่ของบุญส่งแรบบิทฟาร์ม ในปัจจุบัน
|